ทำไมทารกแรกเกิดต้องตรวจการได้ยิน

อัพเดทล่าสุด: 3 ต.ค. 2026
12 ผู้เข้าชม
ทำไมทารกแรกเกิดต้องตรวจการได้ยิน?

การตรวจการได้ยินทารกแรกเกิด เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยคัดกรองภาวะสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เพราะทารกที่มีปัญหาการได้ยินมักไม่มีอาการผิดปกติที่สังเกตเห็นได้จากภายนอก และหากไม่ได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านภาษา การพูด การเรียนรู้ และการสื่อสารในระยะยาว

ภาวะสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิดพบได้ประมาณ 1–3 รายต่อทารกแรกเกิด 1,000 ราย และพบบ่อยขึ้นในทารกกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารกที่ต้องรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) นอกจากนี้ ทารกที่มีภาวะนี้จำนวนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลย

ดังนั้น แม้ทารกจะดูแข็งแรงและไม่มีประวัติครอบครัวที่มีปัญหาการได้ยิน ทารกแรกเกิดทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน ไม่ใช่เฉพาะทารกกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นหลักการของทั้งแนวทางสากล (JCIH 2019) และคำแนะนำของประเทศไทย

ทำไมทารกแรกเกิดต้องตรวจการได้ยิน?

ทารกสามารถมีภาวะสูญเสียการได้ยินตั้งแต่กำเนิดได้ แม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน และปัญหานี้ไม่สามารถสังเกตได้จากรูปร่างหรือพฤติกรรมทั่วไปของทารกเพียงอย่างเดียว ทารกที่ได้ยินไม่ดีก็ยังอาจสะดุ้งต่อเสียงดังมาก ๆ หรือส่งเสียงอ้อแอ้ได้ตามปกติในช่วงแรก

การได้ยินมีความสำคัญต่อการเรียนรู้เสียงและภาษา โดยเฉพาะในช่วงปีแรกของชีวิต เมื่อเด็กได้ยินเสียงของพ่อแม่และเสียงต่าง ๆ รอบตัว สมองจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาทักษะด้านการฟัง ภาษา และการพูด

การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้เด็กได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการดูแลฟื้นฟูได้ทันในช่วงที่สมองพร้อมเรียนรู้ภาษามากที่สุด

ทารกแรกเกิดควรตรวจการได้ยินเมื่อไหร่?

ทั้งแนวทาง JCIH 2019 และคำแนะนำการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดของประเทศไทย ใช้เป้าหมายตามหลัก “1-3-6” ดังนี้

ภายในอายุ 1 เดือน – ตรวจคัดกรองการได้ยินให้เสร็จสิ้น (โดยทั่วไปตรวจครั้งแรก ก่อนออกจากโรงพยาบาล)
ภายในอายุ 3 เดือน – ทารกที่คัดกรองไม่ผ่าน ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยการได้ยินอย่างละเอียด
ภายในอายุ 6 เดือน – ทารกที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสูญเสียการได้ยิน ควรเริ่มเข้าสู่การดูแลรักษาและฟื้นฟู
ตรวจการได้ยินทารกด้วยวิธีใด?

เครื่องมือมาตรฐานที่ใช้คัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดมี 2 วิธี ได้แก่

1. OAE คืออะไร?

OAE (Otoacoustic Emissions) เป็นการตรวจการทำงานของเซลล์ขนชั้นนอกในหูชั้นใน (คอเคลีย) โดยใส่หัวตรวจขนาดเล็กในช่องหูเพื่อปล่อยเสียงกระตุ้น แล้ววัดเสียงสะท้อนที่หูชั้นในสร้างกลับออกมา

การตรวจ OAE ทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บ และรู้ผลทันที จึงนิยมใช้คัดกรองในทารกสุขภาพดี แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติที่อยู่ตำแหน่งเส้นประสาทการได้ยิน

 

 

2. AABR คืออะไร? ต่างจาก ABR อย่างไร?

AABR (Automated Auditory Brainstem Response) เป็นการตรวจคัดกรองการตอบสนองของระบบประสาทการได้ยินระดับก้านสมอง โดยติดแผ่นขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กบริเวณศีรษะและส่งเสียงผ่านหูฟัง เครื่องจะแปลผลอัตโนมัติเป็น “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน (refer)”

AABR ตรวจเส้นทางการได้ยินตั้งแต่หูไปจนถึงก้านสมอง

ส่วน ABR แบบวินิจฉัย (diagnostic ABR) เป็นการตรวจอย่างละเอียดโดยนักแก้ไขการได้ยินหรือแพทย์ เพื่อหาระดับการได้ยินของหูแต่ละข้าง ใช้ในขั้นตอน ตรวจยืนยันการวินิจฉัย ไม่ใช่การคัดกรอง

ถ้าลูกตรวจการได้ยินไม่ผ่าน หมายความว่าหูหนวกหรือไม่?

ไม่จำเป็น ผลคัดกรองไม่ผ่าน (refer) หมายถึง “ต้องตรวจเพิ่มเติม” ยังไม่ใช่การวินิจฉัยว่าทารกหูหนวกหรือสูญเสียการได้ยิน

ผลคัดกรองที่ไม่ผ่านอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีไขหรือน้ำคร่ำค้างอยู่ในช่องหูหรือหูชั้นกลาง ทารกขยับตัวหรือร้องระหว่างการตรวจ หรือมีเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทารกส่วนใหญ่ที่ไม่ผ่านการตรวจครั้งแรกจะผ่านเมื่อตรวจซ้ำ

หากผลตรวจไม่ผ่าน ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามนัดของโรงพยาบาล ซึ่งโดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

ตรวจคัดกรองซ้ำ ให้เสร็จก่อนอายุ 1 เดือน โดยตรวจ หูทั้งสองข้าง แม้ครั้งแรกจะไม่ผ่านเพียงข้างเดียว
หากตรวจซ้ำแล้วยังไม่ผ่าน ควร ส่งต่อพบแพทย์หู คอ จมูก และนักแก้ไขการได้ยิน เพื่อตรวจวินิจฉัยให้เสร็จก่อนอายุ 3 เดือน ไม่ควรตรวจคัดกรองซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะทำให้การวินิจฉัยล่าช้า
ไม่ผ่านเพียงข้างเดียวก็ต้องตรวจติดตามต่อ เพราะการสูญเสียการได้ยินข้างเดียวหรือระดับเล็กน้อยก็ส่งผลต่อพัฒนาการได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ควรขาดนัดหรือปล่อยให้ขาดการติดตาม เพราะการตรวจเพิ่มเติมจะช่วยให้ทราบว่าทารกได้ยินในระดับใด และจำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมหรือไม่

ทำไมการตรวจพบเร็วจึงสำคัญ?

เด็กที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินและได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการดูแลก่อนอายุ 6 เดือน มีแนวโน้มพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารดีกว่าเด็กที่ได้รับการดูแลช้ากว่า

แนวทางการดูแลขึ้นกับสาเหตุ ชนิด และระดับการสูญเสียการได้ยิน และควรวางแผนร่วมกันระหว่างครอบครัวกับทีมแพทย์หู คอ จมูก นักแก้ไขการได้ยิน กุมารแพทย์ และนักฝึกพูด เช่น การตรวจติดตามการได้ยินเป็นระยะ การใส่เครื่องช่วยฟัง (JCIH 2019 แนะนำให้ใส่ภายใน 1 เดือนหลังวินิจฉัย หากครอบครัวเลือกแนวทางนี้) การฝึกทักษะการฟังและการพูด หรือการผ่าตัดใส่ ประสาทหูเทียม ในเด็กที่สูญเสียการได้ยินระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากและเข้าเกณฑ์ตามการประเมินของทีมผู้เชี่ยวชาญ

พ่อแม่ควรทำอย่างไรหลังลูกคลอด?

คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามโรงพยาบาลว่า

ลูกได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยินแล้วหรือไม่ ตรวจหูทั้งสองข้างหรือไม่
ใช้วิธีตรวจอะไร เช่น OAE หรือ AABR (หากลูกอยู่ NICU นานกว่า 5 วัน ได้ตรวจ AABR หรือไม่)
ผลตรวจของหูแต่ละข้างเป็นอย่างไร และขอเอกสารหรือให้บันทึกผลไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
หากผลไม่ผ่าน ต้องตรวจซ้ำเมื่อใด ที่ไหน
ลูกมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องตรวจติดตามการได้ยินต่อเนื่องหรือไม่
สรุป: การตรวจการได้ยินทารกแรกเกิดสำคัญอย่างไร?

การตรวจการได้ยินทารกแรกเกิดเป็นการคัดกรองที่ช่วยค้นหาความผิดปกติของการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก ทารกทุกคนควรได้รับการคัดกรองภายในอายุ 1 เดือน ทารกที่ไม่ผ่านควรได้รับการวินิจฉัยภายใน 3 เดือน และเริ่มการดูแลภายใน 6 เดือน

การได้ยินมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะด้านภาษา การพูด การเรียนรู้ และการสื่อสาร ดังนั้น การตรวจตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจการได้ยินของทารก หรือพบว่าลูกไม่ผ่านการคัดกรอง ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก หรือนักแก้ไขการได้ยิน เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เลิกกินหมูดิบ ป้องกันหูดับ
โรคติดเชื้อ Streptococcus suis เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้ในผู้ที่บริโภคเนื้อหมูดิบหรือสัมผัสกับหมูโดยไม่มีการป้องกัน โรคนี้ไม่เพียงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องพึ่งพาเครื่องช่วยฟังในภายหลัง
25 ต.ค. 2025
อาการไทรอยด์
ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Nodule) ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ หรือ Thyroid Nodule เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตัวของก้อนเนื้อในต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของลำคอใกล้กับลูกกระเดือก ก้อนเหล่านี้สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ อาจเป็นเนื้อเยื่อธรรมดาหรือเนื้อเยื่อผิดปกติ และอาจเป็นได้ทั้งแบบมีพิษหรือไม่มีพิษ ส่วนใหญ่ก้อนที่ต่อมไทรอยด์มักไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่ในบางกรณีสามารถส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์หรือก่อให้เกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษได้
22 มี.ค. 2025
อันตรายจากการแคะหูด้วยตัวเอง
หยุด! แคะหูบ่อย เสี่ยงอันตรายมากกว่าที่คิด #แคะหูไม่ใช่เรื่องเล่นๆ #หูชั้นนอกอักเสบ #แก้วหูทะลุ หลายคนติดนิสัย แคะหูเป็นประจำ ด้วยความรู้สึกฟิน สะอาด โล่งหู แต่รู้มั้ย? การแคะหูเองบ่อย ๆ โดยไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาหูร้ายแรง!
26 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy